What do you want to SHARE and SHOW to CHILDREN?

วันที่ 13 ธันวาคม 2017 (Day 2)

วันที่ 2 ของการทำงาน  เราอยู่กันที่ National Olympics Memorial Youth Center (NYC) (The Independent Administrative Institution National Institution for Youth Education)  ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นของโปรแกรมนี้

ก่อนเริ่มโครงการ มีเพื่อนคนหนึ่งได้เสนอในกรุ๊ปในเฟสบุ๊คไว้ว่า เราแต่ละคนน่าจะนำอะไรบางอย่างที่น่าจะใช้ในการแสดงได้ เช่น หุ่น เครื่องดนตรี หรือ อุปกรณ์ใดใด  ช่วงเช้าของวันนี้จึงเริ่มต้นด้วยการนำเสนอสิ่งที่ตนนำมา พร้อมเหตุผลว่าทำไม เพราะอะไร  คิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างไรในการแสดง อันนี้ขอไม่ลงในรายละเอียด เราจะเห็นของพวกนี้ผ่านรูปภาพขณะที่ทำงานอยู่แล้ว เข้าประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญของวันนี้กันเลยดีกว่า!

 

“เราต้องการแบ่งปันอะไรให้กับผู้ชมที่เป็นเด็ก?”

“เราต้องการแสดงอะไรให้กับผู้ชมที่เป็นเด็ก?”

“ช่วงอายุใดที่จะเหมาะจะเข้าชมการแสดงของเรา?”

 

คำถามสุดท้าย ตอบได้ก่อน  ตอบสั้นสุด  ผู้ชมเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป นั่นคือที่เราคิดและเห็นตรงกัน

คำถามแรก กับ คำถามที่สอง จริงๆแล้วก็รวมกันเป็นคำถามเดียว เวลาตอบ เราจะเริ่มจากคำสำคัญก่อน แล้วค่อยขยายความ แต่ในบางเรื่อง เมื่อบอกเล่าออกมาแล้ว มันจะมีคำคัญอื่นๆ หรือ ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจออกมาด้วย ก็จะมีหนึ่งคนที่คอยบันทึกคำสำคัญนั้น

ตอนแรกอยากจะเล่าให้ฟังทุกเรื่องที่ได้ยิน แต่รู้สึกว่าจะยาวเกินไป สุดท้ายก็เลือกที่แปลจากที่ผู้บันทึกได้บันทึกไว้ระหว่างคุย มีขยายบ้างในบางประเด็นที่มีการพูดคุยกับเป็นเรื่องเป็นราว อาจจะมีบางคำ บางอย่างเป็นเรื่องใหม่ สำหรับเรา อาจจะให้ความหมายได้ไม่ดีพอ จะยินดีมากหากใครจะช่วยขยายความ  ส่วนคำสำคัญที่ได้มามีประมาณนี้

 

wp-1487191664691.jpg

  • การยอมรับความแตกต่าง
    • การเข้าใจผู้อื่น
    • การสื่อสารกับผู้อื่น
    • เข้าใจคนพิการ คนยากจน คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายต่างๆ

ในประเด็นนี้มีการพูดถึงในหลายๆเรื่องราว เช่น เราพูดถึงในช่วงเวลาที่ทำงานโครงการพม่าระยะประชิด แล้วเรารู้สึกว่า อยากให้เด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่ด้วยได้เห็นว่า ในความเป็นเด็ก ในความเป็นมนุษย์ เราไม่ได้ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กพม่า หรือ เด็กไทย ซึ่งประเด็นนี้ ก็เป็นประเด็นในญี่ปุ่นเช่นกัน เปลี่ยนจากพม่า เป็นเกาหลี

มีเพื่อนนักแสดงคนหนึ่งในโปรแกรม เป็นคนเกาหลีที่เกิดและเติบโตในญี่ปุ่น เล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ เธอโดนพ่อแม่ของเด็กญี่ปุ่นคนหนึ่ง พูดกับเธอว่า  “ไอ้คนเกาหลี” ขณะเดินกลับจากโรงเรียน เธอไม่ได้โกรธอะไร เพราะ เธอเป็นคนเกาหลี แต่มีครั้งหนึ่ง ที่แม่ของเด็กคนนั้นไม่ได้มาด้วย เด็กคนนั้นชี้หน้าเธอ แล้วตะโกนใส่หน้าเธอว่า “ไอ้คนเกาหลี” แล้ววิ่งไป เธอจึงรู้สึกว่ามันไม่ปกติ  คำว่า “ไอ้คนเกาหลี” เป็นคำด่าที่คนญี่ปุ่นไว้ด่าคนเกาหลี  เทียบกันก็คงคล้ายๆ ที่คนไทยมักด่าคนอื่นว่า “ไอ้ลาว” กระมัง ซึ่งสิ่งนี้มันสะท้อนความคิดแบบ เราดีกว่า เราสูงกว่า เรามีค่ากว่าคนอีกเชื้อชาติหนึ่ง…คำถามคือ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือ?  ซึ่งมันจะไปสอดคล้องกับประเด็นข้างล่างด้วย เพราะหลายครั้งที่เด็กๆ เรียนรู้การแบ่งแยก การเหยียด การใช้ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชังมาจากครอบครัว

  • การแบ่งแยก / การถูกแบ่งแยกโดยครอบครัว
    • การตัดสินล่วงหน้า
    • การติดสินล่วงหน้าง กับการต่อต้านคนอื่น
    • การใช้ hate speech กับคนที่เห็นต่าง
  • การสื่อสาร
    • กับตัวเอง
    • กับคนอื่น
    • กับโลกนี้ สังคมนี้
      • ด้วยความเอาใจใส่ ด้วยจิตสำนึก
    • จะสื่อสารกับคนแปลกหน้าอย่างไร
    • การพูดคุยกันมากขึ้น น่าจะนำไปสู่ความเข้าใจกันมากขึ้น การเข้าใจที่มากขึ้น น่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม
  • ความจริง
    • การเข้าใจ “ความจริง” ของชีวิต มันมีสิ่งที่หนักและยากลำบากอยู่
  • การแสดงให้เห็น “พื้นที่สีเทา” และการยอมรับว่ามันมีอยู่
    • ไปให้ไกลกว่าความคิดที่ว่าโลกนี้มีแค่สีขาว และ สีดำ
    • ให้เด็กได้เห็น มากกว่าจะส่งผ่านด้วยคำพูด
  • เงื่อนไขกับผู้ชม
    • มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม (Participatory)
    • ทำให้ผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง มีส่วนในการสร้างเรื่อง เล่าเรื่อง
    • Spectator to spect-actor  เป็นศัพท์ใหม่สำหรับเรามาก ความหมายมันเหมือนกับว่า การเป็นคนดู ที่เป็นนักแสดงไปด้วย
    • Immersive theatre อันนี้ก็เป็นศัพท์ใหม่ แต่ความหมายของมันไม่ได้ใหม่สำหรับเรา หรือ สำหรับคนไทย ความหมายมันคล้ายๆกับ Participatory แต่เหมือนกับว่า Participatory มันเห็นระยะห่างของการเป็นนักแสดง และ คนดูที่เข้าไปปฏิสัมพันธ์ชัดกว่า Immersive theatre มันเหมือนผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง เข้ามาเล่นด้วย เป็นส่วนหนึ่งของการแสดง
  • ความสงสัยที่หายไป
    • ประกายในดวงตา
    • กลับไปค้นหาความอยากรู้อยากเห็น
  • อิทธิพลของผู้ปกครอง

ประเด็นนี้เราพูดถึงความแตกต่างของพ่อแม่เอเชีย กับพ่อแม่ยุโรป ลักษณะการใช้คำพูดพื้นฐานๆ บางอย่าง มันสะท้อนวิธีคิดที่เป็นฐานรากในการเติบโตของเด็กๆ  เช่น ถ้าจะบอกว่าเด็กทำอะไรได้ หรือ ทำไม่ได้  พ่อแม่ฝั่งเอเชีย มักจะใช้คำพูดประมาณว่า  “อย่าทำสิ่งนั้น…อย่าทำสิ่งนี้…ทำนี้ไม่ได้..ทำนั้นไม่ได้…”  ส่วนพ่อแม่ฝั่งยุโรปมักใช้คำพูดประมาณว่า “คุณทำสิ่งนี้ได้…คุณทำสิ่งนั้นได้” ซึ่งเรามองกันว่า การสื่อสารแบบเอเชียนั้น ค่อนข้างตีกรอบความคิด สร้างผลเชิงลบ สร้างความกลัวในใจเด็ก กลัวผิด กลัวจนไม่กล้าทำอะไร ในขณะที่  วิธีการสื่อสารแบบพ่อแม่ฝั่งยุโรป ค่อนข้างเปิดโอกาสให้เด็กมากกว่า

  • รู้ว่าโลกนี้มันใหญ่แค่ไหน
    • เข้าใจความแตกต่างหลากหลาย
  • เสียงหัวเราะ เวทมนต์ และ จินตนาการ
    • ทำให้เด็กๆมีความสุข และ มีรอยยิ้ม
  • ความกลัว
    • ทั้งความกลัวเล็กๆ และความกลัวตัวโตๆ
    • จะเผชิญหน้ากับความกลัวนั้นอย่างไร
  • สังคมปรองดอง
    • เข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก
  • ใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
    • ทำอย่างไรถึงจะเล่าปัญหาให้ผู้ใหญ่ ให้คนอื่นๆรับรู้ได้
  • ความแตกต่างในการศึกษา
    • วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
  • ความปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของบางสิ่งบางอย่าง
    • มันมาจากไหน
    • จะเดินออกจากมันได้อย่างไร

คนที่เสนอประเด็นนี้พูดในเชิงว่าไอ้ความปรารถนี้อันนี้ ไอ้ความอยาก อยากได้ อยากมี ในของของคนอื่น มันนำไปสู่การต่อสู้ นำไปสู่ “สงคราม”

wp-1487189990403.jpg

หลังจากการพูดคุยผ่านไป ผู้กำกับให้เราจับกลุ่มกันเอง โดยใช้หลักว่า เรายังไม่เคยทำงานกับใคร หลังจากนั้น ให้เลือกคำสำคัญที่กลุ่มเราสนใจ อาจจะเป็นประเด็นเดียวก็ได้  หรือ หลายประเด็นก็ได้  แล้วสร้างการแสดงออกมา

กลุ่มเราเลือก “ทำอย่างไรเด็กถึงจะเล่าปัญหาให้ผู้ใหญ่ ให้คนอื่นๆรับรู้ได้”

เราพูดคุยกันถึงว่า อะไรคือปัญหาสำคัญที่เด็กมักไม่เล่าปัญหาให้ผู้ใหญ่ฟัง ปัญหาแบบไหน หรือ สถานการณ์แบบไหนที่เด็กมักเจอ เรานั่งคุยกันนานมาก แล้วก็ค้นพบว่า ประเด็นนี้ยากมาก และ เริ่มรู้สึกว่า เห้ย เราคุยกันมากไปแล้ว เห้ย ลองทำอะไรสักอย่างเถอะ ก็เลยเริ่มจากโครงเรื่องหลักๆ จากประสบการณ์ในวัยเด็กของเรา ตั้งใจจะเล่าโดยใช้หุ่นชบา และ แกละ เป็นตัวละครหลัก

เรื่องราวเล่าถึง เด็กสองคนที่เล่นกัน เล่นกันแรงขึ้น จนกลายเป็นทะเลาะกัน และ โดนรังแก เด็กที่โดนรังแก (แกละ) อยากจะไปเล่าให้พ่อฟัง  พ่อไม่ฟัง บอกไปหาพี่ พี่ไม่สนใจ ไปไหนก็ไป  แกละกำลังจะเดินไปหาแม่ แต่กลัวว่าจะโดนแม่ไล่อีก เลยหนีไปนั่งเศร้าๆคนเดียว แล้วก็มีผู้ใหญ่คนหนึ่งเข้ามา ในที่สุดแกละก็เล่าให้ผู้ใหญ่คนนี้ฟัง เขาก็รู้สึกมีความสุขขึ้น

 

แต่ละกลุ่มก็ทำงานตามความสนใจของตัวเอง แล้วก็แลกกันดู ภาพรวมของการแสดงแต่ละชิ้น ค่อนข้างบวกมาก เต็มไปด้วยภาพฝัน จินตนาการหลายอย่าง รวมถึงเทคนิคต่างๆมากมาย ทั้งการใช้ร่างกาย การเล่นกับคนดู การให้คนดูเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง สนุกมาก

หลังชมการแสดง เราก็จะพูดคุยว่าในงานนั้น เรารู้สึกอะไร เห็นอะไร เข้าใจอะไร ชอบอะไร อยากเห็นอะไรเพิ่ม

ในช่วงบ่ายเราปรับปรุงการแสดงแต่ละชิ้น ตามคำแนะนำของผู้เข้าร่วมโปรแกรม รวมถึงผู้กำกับ แล้วก็แบ่งกันดูอีกครั้ง จากการทำงานทั้งวัน เราสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นคำเหล่านี้

wp-1487190006673.jpg

“ธีมของปีนี้คืออะไร?”

“คุณแต่ละคน จะช่วยทำให้ธีมนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร”

เป็นสองคำถามที่เป็นการบ้านให้กับผู้เข้าร่วมโปรแกรมทุกคนกลับไปนอนคิดหนึ่งคืน…

 

 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s