ทำงานกับนักศึกษาญี่ปุ่น และ เรื่องที่เราไม่พูดถึง ตอนที่ 2

วันที่ 12  ธันวาคม  2016

#NextGeneration2016

กระบวนการครึ่งหลัง เป็นโจทย์ต่อเนื่องไปตั้งแต่การคุยระดมความคิดเห็น (Brain  strom)  ไปจนถึงการสร้างการแสดงร่วมกันของศิลปินและนักศึกษา

ประเด็นที่นั่งล้อมวงพูดคุยกัน คือ “เรื่องที่เราไม่พูดถึง”  (Taboo) หรือ เรื่องที่ซ่อนเก็บไว้ใต้พรมอะไรทำนองนั้น ทั้งในระดับประเทศ เมือง ชุมชน หรือแม้แต่ในบ้าน  แม้ว่าเราจะอยู่กันคนละประเทศ แต่อาจเพราะเราต่างอยู่ในโซนเอเชียเหมือนๆกัน เราจึงมีเรื่องที่เราไม่พูดถึงคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง  เช่น เรื่องเพศ ความรุนแรงและการคุกคามทางเพศ  ความรุนแรงในโรงเรียน คนพิการ เพศทางเลือก เงินเดือน  ศัลยกรรม  การเมือง  ทหาร ประชาธิปไตย คิง สงคราม นิวเคลียร์  รังสีตกค้าง…ระหว่างที่พูดคุย ผู้กำกับ ซึ่งเป็นผู้นำกระบวนการก็จะเขียนข้อมูลเหล่านั้นลงบนกระดาษ

ปีที่แล้วก็ทำกระบวนการนี้ ในประเด็นเรื่อง Taboo เช่นกัน สิ่งหนึ่งที่พบ คือ เรื่องที่เราไม่พูดถึงอยู่อย่างไรในปีที่แล้ว ก็ยังคงไม่ถูกพูดถึงอยู่หลายเรื่องในปีนี้   แต่ในบางเรื่อง มันก็ได้ถูกพูดถึง เพื่อนจากประเทศเกาหลีใต้ แบ่งปันให้ฟังว่า ปีนี้พวกเขาได้พูดเรื่องของการเมืองอย่างเสียงดัง อันที่จริงเรียกว่า ตะโกนก็คงไม่เกินจริง หลังจากที่พูดเบาๆกันมาโดยตลอด ถ้าตามข่าวบ้างคงจะพอได้เห็นที่คนเกาหลีใต้ค่อนประเทศออกมาชุมนุมไล่ประธานาธิบดี พาร์ค กึนเฮ อันที่จริงเราได้ฟังเพื่อนบ่นเรื่องนางมานานแล้ว ตั้งแต่กรณีเรือล่ม (ริบบิ้นเหลือง) ที่น่าสังเกตข้อหนึ่ง คือ เพื่อนศิลปินเกาหลีใต้ที่เรารู้จัก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นมนุษย์ไม่นิ่งเฉยทางการเมือง ดูจากเฟสบุ๊คในช่วงที่ผ่านมานั้น กระหน่ำโพสมาก

Taboo ข้อหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “ประชาธิปไตย” ในบางประเทศ เขาพูดเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เสียงดังไม่ได้ ใครพูดเสียงดังในเรื่องประชาธิปไตยก็จะถูกจับตามอง และแม้แต่เรื่องของจักรพรรดิเอง ไม่ว่าจะรัก หรือ ไม่รัก ก็ต้องระวังคำพูด ความคิดเห็น และการกระทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพือความปลอดภัย ปีที่แล้วก็มีพูดประเด็นนี้ แต่เหมือนปีนี้มันถูกพูดมากขึ้น แต่กระนั้นเอง ก็ไม่มีใครกล้าหยิบประเด็นนี้มาพูดต่อ

คุยจบก็จับกลุ่มใหม่ คละคนเหมือนเดิม ประเด็นต่างๆถูกตัดแยกออกจากกันให้แต่กลุ่มเลือก กลุ่มเราให้น้องนักศึกษาญี่ปุ่นเลือก น้องเลือก “สงครามในญี่ปุ่น” โจทย์ คือ ทำภาพนิ่ง 3 ภาพ พอครบ 3 ภาพ ก็ใส่การเคลื่อนไหว เชื่อมโยงทั้งสามภาพเข้าด้วยกัน จะ นำ gesture ที่หาไปช่วงต้นมาใช้รวมด้วยก็ได้

ความสนุกของการทำงานในรอบนี้ คือ กลุ่มเราไม่มีคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้อยู่ในกลุ่ม และ นศ.ญี่ปุ่น 3 คนในกลุ่มเรา ก็พูดภาษาอังกฤษได้น้อยมากกกกกกกกกกกกกกกก ด้วยความที่น้องๆเป็นคนเลือกประเด็น  และประเด็นนี้เป็นประเด็นบ้านเขา เราจึงให้น้องๆออกความคิดเป็นหลัก  เขาก็คุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่พักหนึ่ง เรากับเพื่อนก็มองเขาคุยกันอย่างงงๆ สักพักน้องๆก็พยายามอธิบายให้สองป้าฟัง สองป้าก็สตั้นไป 10 วิ  แล้วก็จับได้คำหนึ่งว่า Mushrom ยิ่งงงใหญ่  จนได้ยินคำว่า ฮิโรชิม่า นางาซากิ นั่นแหระถึงได้เข้าใจ (ถ้าจำไม่ผิด เหมือนว่าน้องผู้ชายที่อยู่กลุ่มเรา บ้านเกิดอยู่นางอยู่นางาซากิ)

ภาพแรกสองป้าจึงรับบทหนักเล่นเป็นคนตาย  และเด็กๆ เป็นเห็ด….เขาเรียกภาพระเบิดนั้นว่า  “เห็ด”  ก่อนตายป้าก็ไปช่วยจัดเห็ด

ถือเป็นภาพที่ “ปัง” มาก สำหรับคนญี่ปุ่น มันเหมือนเป็นภาพจำ (ที่ไม่อยากจำ) ไปเสียแล้ว กลุ่มควันที่ปะทุขึ้นจากแรงระเบิดเป็นรูปเห็ดที่ดูงดงาม แต่ในความงดงามนั้นมันตามมาด้วยความตายของคนนับแสน

ภาพแรกที่ทำ คือ ภาพตรงกลาง ภาพที่สอง คือ ภาพแรก  เป็นภาพของเด็กกลุ่มหนึ่งที่เล่นเครื่องบินกันอยู่  และเห็นเครื่องบินมา จึงชี้ชวนให้เพื่อนดู ภาพที่สาม คือ ภาพสุดท้าย เป็นภาพของทัวร์ที่มาเยี่ยมชม ถ่ายรูปเซลฟี่อนุเสารีย์เหตุการณ์นั้น (ไม่มีอยู่จริง) การทำงายรอบนี้ไม่ง่าย (ไม่นับเรื่องการสื่อสาร) เพราะในความน้อยต้องมีความหมายที่ชัด และต้องมีพลังในการสื่อสาร สื่อความรู้สึก แต่ตอนทำงานจริงไม่มีเวลามาคิดอะไรละเอียดละออแบบนี้หรอก  โยนไอเดีย โยนไอเดีย ลองทำ ลองทำ อันไหนที่สมาชิกในกลุ่มทำแล้วรู้สึกเวิร์ค รู้สึกโอเค ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ก็เอาอันนั้นล่ะ

ตอนแลกงานกันดู รู้สึกได้เลยว่่า งานชิ้นนี้ มีพลังทำลายล้างรุนแรงต่อใจคนญี่ปุ่นมาก คือ บางคนน้ำตาซึมเลยจริงๆ แม้เวลาจะผ่านไปนานมากแล้ว แต่ความบอบช้ำทางจิตใจจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นยังเป็นเหมือนฝันร้ายที่ตามติดคนญี่ปุ่นอยู่  แม้แต่เด็กรุ่นใหม่ๆเองก็ตาม 

อันที่จริงงานชิ้นอื่นๆก็ดีงาม และอิมแพคมากเช่นกัน มีชิ้นหนึ่งที่พูดถึงการติดสินบนเจ้าพนักงาน เราชอบชิ้นนี้ ภาพคือ มีเจ้าหน้าที่ (เหมือนเป็นทหาร) คอยกั้นทางสำหรับจะไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง คนสองสามคนเข้ามา โดนกักไว้หน้าทางเข้า อีกคนหนึ่งก็เดินเข้ามา ก็เจอเหมือนกันว่าไม่ให้เข้า แต่สิ่งที่ต่างไปคือคนนี้เดินไปกระซิบกระซาบ เอาเงินหย่อนกระเป๋ากางเกงเจ้าพนักงาน แล้วผ่านเข้าไปได้ คนอื่นก็เริ่มทำตาม คนสุดท้ายไม่มีเงิน  สุดท้ายถอดเสือกันหนาวให้ เจ้าหน้าที่ทำอิดออด แต่สุดท้ายก็รับว่ะ!

 

ภาพรวมของกิจกรรมวันนี้ สิ่งที่พิเศษมากๆอย่างหนึ่ง ที่นอกเหนือจากความสนุก และ เปิดกว้างกับการได้ทำงานร่วมกับน้องๆนักศึกษาญี่ปุ่น คือ “พลังงานของคนรุ่นใหม่” ของวัยรุ่น พลังงานเหล่านั้นมันดีมาก นี่รู้สึกเหมือนเป็นแดรกคิวล่าที่เจาะคอน้องๆแล้วดูดเอาเอเนอจี้ของคนหนุ่มสาวเข้าร่าง มันเป็นพลังงานของความสดใหม่ พลังงานของความกระตือรือร้น ทุกคนมาพร้อมพลังรับแลกแจกแถม เวลาทำงานร่วมกัน ไม่มีใครมาอึนๆ เบลอๆ พี่นำสิ พี่ทำสิ  เดี่ยวหนูตาม ไม่มี ไม่มีแบบนั้นให้เห็นเลย ถ้าจะอึน จะงง ก็แค่เฉพาะกับภาษาเท่านั้นแหระ ซึ่งมันดีมาก มันทำให้ทำงานได้สนุกมาก

จบวันแรกไว้ที่ตรงนี้

วันที่ 2 ทำงานที่สตูดิโอ ที่โอลิปิกเซ็นเตอร์ยาวๆไป กับคำถามสำคัญที่ว่า

“What do you want to SHARE and SHOW to CHILDREN? 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s